องค์กรแห่งการเรียนรู้ COP

องค์กรเป็นเหมือนสิ่งมีชีวิต อะไรที่มันรับได้ก็จะรับไว้ อะไรที่รับไม่ได้ก็จะสร้างภูมิคุ้มกันแล้วกำจัดมันออกไป องค์กรจะเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเอง ถ้าทำไม่ได้มันก็จะตายไป คำพูดประโยคนี้ทำให้ผมเห็นภาพขององค์กรธุรกิจชัดเจน เห็นถึงวัฒนธรรมองค์กรที่เป็นเหมือนสันดานที่บางครั้งแก้ไม่หาย ความถนัด ความชอบ ที่แตกต่างจากองค์กรอื่น แต่สิ่งที่ผมพยายามขายความคิดให้กับองค์กรไทยๆ เราก็คือ องค์กรแห่งการเรียนรู้ ที่มีการเรียนรู้กันทั้งองค์กร ไม่ใช่รู้แค่ระดับบริหารระดับสูงที่คิดเองเป็นแต่ไม่สามารถถ่ายทอดให้ระดับปฏิบัติงานทำได้ เช่นเดียวกับการเรียนหนังสือที่สมองจำได้ แต่มือทำไม่เป็นนั่นเอง องค์กรที่เรียนรู้เป็น จะหาทางอยู่รอดและเติบโตเองได้ องค์กรที่เรียนรู้จะเป็นอย่างไร ก็เหมือนกับคนที่ฉลาดขึ้นทุกวัน ผิดแล้วไม่ผิดซ้ำซาก รู้จักคิดเองไม่ต้องให้ใครมาสั่งทุกเรื่อง สามารถคิดวิเคราะห์หาทางแก้ปัญหาได้ พูดง่ายๆ เป็นองค์กรในอุดมคติที่ผู้บริหารทุกคนอยากจะเห็น ไม่ต้องมาจ้ำจี้จ้ำไชให้แต่ละคนทำตามคำสั่ง ไม่ต้องให้นายมาทำหน้าที่คิดแก้ปัญหารายวัน ไม่ต้องให้นายมาทำหน้าที่ตัดสินใจงานประจำ แต่ผู้ปฏิบัติสามารถเรียนรู้และปฏิบัติเองได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ดีขึ้นทุกวันเก่งมากขึ้น ในแนวทางที่ผู้บริหารวางไว้ เรามักจะเห็นว่าบริษัทใหญ่ๆ ที่เติบโตขึ้นไปได้อย่างเป็นระบบนั้น เพราะคนทุกระดับในองค์กรของเขาสามารถตัดสินใจในขอบข่ายที่ตนรับผิดชอบได้ และเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหาเอง นำเอาสิ่งที่ตนเองเรียนรู้มาถ่ายทอดให้กับส่วนอื่นๆ ไปปฏิบัติเหมือนๆ กันเพื่อให้เป็นระบบเหมือนๆ กันทั้งองค์กร

การสร้างความรู้จากความสามัคคี

nikom

องค์กรแห่งการเรียนรู้
องค์กรเป็นเหมือนสิ่งมีชีวิต อะไรที่มันรับได้ก็จะรับไว้ อะไรที่รับไม่ได้ก็จะสร้างภูมิคุ้มกันแล้วกำจัดมันออกไป องค์กรจะเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเอง ถ้าทำไม่ได้มันก็จะตายไป
คำพูดประโยคนี้ทำให้ผมเห็นภาพขององค์กรธุรกิจชัดเจน เห็นถึงวัฒนธรรมองค์กรที่เป็นเหมือนสันดานที่บางครั้งแก้ไม่หาย ความถนัด ความชอบ ที่แตกต่างจากองค์กรอื่น แต่สิ่งที่ผมพยายามขายความคิดให้กับองค์กรไทยๆ เราก็คือ องค์กรแห่งการเรียนรู้ ที่มีการเรียนรู้กันทั้งองค์กร ไม่ใช่รู้แค่ระดับบริหารระดับสูงที่คิดเองเป็นแต่ไม่สามารถถ่ายทอดให้ระดับปฏิบัติงานทำได้ เช่นเดียวกับการเรียนหนังสือที่สมองจำได้ แต่มือทำไม่เป็นนั่นเอง
องค์กรที่เรียนรู้เป็น จะหาทางอยู่รอดและเติบโตเองได้
องค์กรที่เรียนรู้จะเป็นอย่างไร
ก็เหมือนกับคนที่ฉลาดขึ้นทุกวัน ผิดแล้วไม่ผิดซ้ำซาก รู้จักคิดเองไม่ต้องให้ใครมาสั่งทุกเรื่อง สามารถคิดวิเคราะห์หาทางแก้ปัญหาได้
พูดง่ายๆ เป็นองค์กรในอุดมคติที่ผู้บริหารทุกคนอยากจะเห็น ไม่ต้องมาจ้ำจี้จ้ำไชให้แต่ละคนทำตามคำสั่ง ไม่ต้องให้นายมาทำหน้าที่คิดแก้ปัญหารายวัน ไม่ต้องให้นายมาทำหน้าที่ตัดสินใจงานประจำ แต่ผู้ปฏิบัติสามารถเรียนรู้และปฏิบัติเองได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ดีขึ้นทุกวันเก่งมากขึ้น ในแนวทางที่ผู้บริหารวางไว้
เรามักจะเห็นว่าบริษัทใหญ่ๆ ที่เติบโตขึ้นไปได้อย่างเป็นระบบนั้น เพราะคนทุกระดับในองค์กรของเขาสามารถตัดสินใจในขอบข่ายที่ตนรับผิดชอบได้ และเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหาเอง นำเอาสิ่งที่ตนเองเรียนรู้มาถ่ายทอดให้กับส่วนอื่นๆ ไปปฏิบัติเหมือนๆ กันเพื่อให้เป็นระบบเหมือนๆ กันทั้งองค์กร

ความสำเร็จสร้างได้ด้วยตัวเอง

ต้องสร้างกำลังให้ตนเอง อย่าท้อถอยต่ออุปสรรค

บรรยายให้ไทยประกันชีวิต

บรรยายให้ไทยประกันชีวิตครับในหัวข้อ “องค์กรแห่งการเรียนรู้ LO KM”

 

วีดิโอประกอบคำบรรยาย

ความสามารถในการเข้าถึงความรู้ของโลก

  ในการนำความรู้มาใช้สร้างนวัตกรรม หรือ เพื่อพัฒนาส่วนต่างๆของสังคม โดยการปรับปรุงให้ดีขึ้นทีละเล็กละน้อย (Continuous Improvement) นั้น วงการวิชาการและวงการบริหารจัดการของไทยมักเข้าใจผิด ว่าจะต้องทำโดยสร้างความรู้ของเราขึ้นใช้เองทั้งหมด เป็นความเข้าใจผิดที่คิดสุดโต่งไปทางหนึ่ง และเป็นแนวทางของนักวิชาการ ส่วนผู้ประกอบการและผู้บริหารประเทศ ก็มักคิดสุดโต่งไปอีกทางหนึ่ง คือ รับถ่ายทอด (จริงๆคือซื้อ) ความรู้ หรือ เทคโนโลยีของต่างประเทศมาใช้ทั้งดุ้น ด้วยความมั่นใจว่าเป็นความรู้หรือเทคโนโลยีที่พิสูจน์แล้วว่าใช้ได้ผล

  แนวทางที่ถูกต้อง คือ แนวทางผสมผสาน ใช้ความรู้หรือเทคโนโลยีจากทั้งโลกอย่างชาญฉลาด ในกรณีที่ไม่มีความรู้หรือเทคโนโลยีที่เหมาะสม หรือมีแต่ยังไม่เหมาะสม เราก็ดัดแปลง หรือสร้างขึ้นเอง โดยต่อยอดจากความรู้หรือเทคโนโลยีที่มีอยู่แล้ว ให้ส่วนของการสร้างเองนั้นน้อยที่สุด ใช้เงิน เวลา และแรงงานวิจัย (แรงสมอง) ให้น้อยที่สุด ในแนวคิดเชิงยุทธศาสตร์เช่นนี้ประเทศไทยจะต้องมีความสามารถในการ(1)เข้าถึงความรู้และเทคโนโลยีของทั้งโลก (2)รู้จักเลือกใช้ความรู้จากภายนอก (3)ทำวิจัยปรับปรุง ดัดแปลง หรือสร้างต่อยอด ความรู้หรือเทคโนโลยีที่มีอยู่แล้ว

  แหล่งความรู้ของโลกในปัจจุบันส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงได้ทางอินเทอร์เนต ทักษะในการสืบค้นผ่านอินเทอร์เนตจึงเป็นเรื่องสำคัญ ความรู้ว่าฐานข้อมูลของเรื่องใดอยู่ที่ไหน          การจัดระบบให้คนในประเทศไทย รวมทั้งนักวิชาการสามารถเข้าถึงได้ในราคาที่ไม่แพงเกินไป จึงเป็นเรื่องสำคัญ เวลานี้เรายังขาดการจัดการการซื้อวารสารวิชาการ สิทธิในการเข้าถึงฐานข้อมูล ฯลฯ ที่จะก่อให้เกิดการประหยัด ยังอยู่ในลักษณะต่างคน (และต่างสถาบัน)    ต่างซื้อ ทำให้มองในภาพรวมของประเทศเกิดความไม่ประหยัด คนไทยและนักวิชาการไทย ยังใช้ฐานข้อมูลความรู้เพื่อนำมาใช้ประโยชน์แบบไม่ครบถ้วน มองเชิงนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เราขาดวัฒนธรรมค้นฐานข้อมูลสิทธิบัตร เรามักค้นแต่ฐานข้อมูลวารสารวิชาการ หรือฐานข้อมูลความรู้ทั่วไป ซึ่งไม่เพียงพอ และเป็นวัฒนธรรมภายใต้วิธีคิดแบบ “ผู้เสพ” ความรู้ ไม่ใช่ “ผู้สร้าง” ความรู้

  ในแนวคิดของ “ผู้เสพ” ความรู้ เราเข้าถึงแหล่งความรู้ผ่านวิธีคิดหรือปัญหาตามแนวทางของต่างประเทศเป็นแนวคิดที่ทำให้วงการวิชาการของไทยมีลักษณะ    “เท้าไม่ติดดิน” แนวทางที่ถูกต้องก็คือ เราจะต้องเสาะแสวงหาความรู้ของทั้งโลกผ่านปัญหาหรือโจทย์ของเราเอง เมื่อได้ความรู้มาโดยวิธีใดก็ตาม จะต้องมีการตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสมต่อบริบททางสังคม วัฒนธรรม และขีดความสามาถด้านอื่น ๆ ของสังคมไทย แล้วจึงนำมาปรับแต่งให้เหมาะสมต่อการใช้งาน เมื่อใช้งานแล้วก็ดำเนินการพัฒนาต่อเนื่องไปเรื่อยๆ อย่างไม่หยุดยั้ง

  ปัญหาอย่างหนึ่งในการสร้างนวัตกรรม หรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ของไทย ก็คือ ไม่ทำอย่างต่อเนื่อง ทำแล้วหยุด แล้วไปจับชิ้นอื่นต่อ ในลักษณะของคนจับจดหรือสมาธิสั้น วิธีคิดหลักของประเทศไทยในการเข้าถึงความรู้ของทั้งโลก และเข้าถึงความเป็นสมัยใหม่ของความรู้ คือการส่งคนไปศึกษาต่อต่างประเทศ แนวคิดนี้ผิด ดังจะได้กล่าวถึงต่อไป